เดือน: มีนาคม 2021

  • โรคเสพติดการทำงาน

    โรคเสพติดการทำงาน

    คุณอาจจะเป็นผู้ประกอบการ พนักงานบริษัท หรือแม้กระทั้งนักศึกษา นักเรียน ที่กำลังทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ที่สุด และทำให้งานนั้นๆสำเร็จแข่งกับเดดไลน์  และพยายามผลักดันเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนเองต้องการไม่ว่าจะเพื่อตัวเองหรือผู้อื่น และสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่นั้น เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่

    ถ้ามองเผินๆ คุณอาจจะได้รับแรงผลักดันจากคนรอบข้าง เมื่อเราได้รับคำชม คำชมเหล่านี้จะเป็นเหมือนแรงผลักดันให้เราอยากทำงานให้มากขึ้น หรือหนักขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้จะคุ้มค่ากับสิ่งที่แลกไปหรือไม่ อย่างเช่น ความเป็นอยู่ทางสังคม สุขภาพกายและใจ

    โรคเสพติดการทำงานคืออะไร

    โรคเสพติดการทำงาน คือ การที่คนหนึ่งคนติดการทำงาน และไม่สามารถควบคุมได้ จำเป็นจะต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง

    การศึกษาพบว่า ในจำนวนประชากร ประมาณ 30 % มีความทุกข์จากโรคการเสพติดการทำงาน ซึ่งแน่นอนว่า โรคนี้คือปัญหา คุณอาจจะลองที่จะเป็นคนที่เสพติดการทำงานก็ได้ แต่ในสุดท้ายแล้ว จะพบว่านั้นคือโรคชนิดหนึ่ง  อะไรก็ตามที่เป็นสาเหตุของความไม่สบาย นั้นคือโรค และคุณจะรู้สึกทุกข์ทรมานจากมัน

    โรคเสพติดการทำงานเป็นคำที่คุณอาจจะไปสับสนกับคำว่า ความผูกพัน และมุ่งมั่นในงาน แต่จะไม่ใช่สำหรับเคสนี้ การเป็นโรคเสพติดการทำงานจะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

    การบ้างานคืออะไร

    การบ้างานเป็นคำที่เจาะจงเฉพาะบุคคลที่ติดการทำงานมาก มีความต้องการในการทำงานสูง โดยทั่วไป อาจหมายถึงพฤติกรรมที่ทำงานหลายๆชั่วโมง แต่ปัจจัยที่แตกต่างของโรคเสพติดการทำงานคือ คนทำงานมักจะคิดถึงเรื่องงานตลอดเวลา จนไม่มีเวลาส่วนตัวหรือช่วงเวลาการพักผ่อน แม้ว่าในช่วงที่บริษัท หรือเนื้องานไม่ต้องการก็ตาม

    การเป็นโรคเสพติดการทำงานอาจเป็นโรคที่ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ดี ในเรื่องของการบรรลุเป้าหมาย หรือประสบความสำเร็จในชีวิต แต่จะไม่ไช่สำหรับเคสนี้

    จะมีสิ่งที่ต่างกันระหว่างความหลงไหลในการทำงานกับการเสพติดการทำงาน  สิ่งแรกที่แตกต่างคือ การคิดถึงเรื่องงานอย่างต่อเนื่องหรือต้องการทำงานแม้ว่างานนั้นไม่ได้มีความจำเป็นก็ตาม ความผูกพัน และมุ่งมั่นในงาน และ การเสพติดการทำงาน มีสองสิ่งที่ต่างกัน ซึ่งจะสับสนกันอยู่บ่อยๆ

    ความผูกพัน และมุ่งมั่นในงานเกิดจากที่คุณชอบการทำงานและสามารถตัดขาดเมื่อใดก็ได้ แต่สำหรับโรคเสพติดการทำงานจะเป็นเรื่องยากที่จะตัดขาดได้  การเสพติดการทำงานอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการเงินหรือปริมาณความต้องการในการทำงานที่แท้จริง การเสพติดการทำงานอาจจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพและความสัมพันธ์ทางสังคม สามารถนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวลและความเครียดสูง นอกจากนี้ยังสามารถทำลายความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและเพื่อนฝูงอีกด้วย

    มีการตีความที่ผิดๆของการเสพติดการทำงาน คือ การทำงานหลายชั่วโมง ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่ถูกต้อง การทำงานหลายๆชั่วโมง อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ มากกว่าการเสพติดการทำงาน เช่น ความต้องการทางด้านการเงิน  หรือโดยเนื้องาน หรือบริษัท ซึ่งการทำงานหลายๆชั่วโมง ไม่ได้หมายความว่า นั้นคือการเสพติดการทำงาน จะเห็นได้ชัดว่าบางทีเราอาจจะแยกออกได้ว่าคุณเป็นคนบ้างานหรือไม่ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป อาการจะแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจน ทางสังคม ร่างกาย และสุขภาพทางใจ

    สัญญาณของโรคเสพติดการทำงาน

    • ใช้เวลากับการทำงานมากเกินความจำเป็น
    • ทำงานเพื่อเลี่ยงความรู้สึกต่างๆ เช่น ความรู้สึกผิด หรือความรู้สึกกดดัน
    • ไม่สนใจคนที่บอกให้คุณทำงานน้อยลง
    • จะรู้สึกเครียดถ้าคุณถูกห้ามไม่ให้ทำงาน
    • ลดความสำคัญกิจกรรมอื่นๆ และให้งานเป็นสิ่งแรกเสมอ
    • รักการทำงานมากจนส่งผลเสียต่อสุขภาพ

    วิธีการรับมือกับโรคเสพติดการทำงาน

        1. หาช่วงเวลาในการพักผ่อนบ้าง และกลับไปทำงานด้วยความมุ่งมั่นอีกครั้ง

       2. ควรกำหนดขอบเขตเวลางาน และทำตามแผนนั้น

       3. อย่าเครียดกับงานมากจนเกินไป

       4. หางานอดิเรกหรือสิ่งที่คุณชอบทำ ที่ไม่ใช่การทำงาน

       5. ให้ความสำคัญกับสุขภาพร่างกายและจิตใจ

  • การเดินละเมอ (Somnambulism)

    การเดินละเมอ (Somnambulism)

    “การเดินละเมอ” เป็นความผิดปกติที่ทำให้คุณต้องลุกขึ้นเดินในขณะที่คุณหลับ แพทย์อาจเรียกว่าอาการง่วงซึม

    มักเกิดขึ้นเมื่อคุณกำลังอยู่ในภาวะระยะหลับลึกไปสู่ระยะที่เบาลงหรือตื่นขึ้นมา คุณไม่สามารถตอบสนองได้ในขณะที่คุณกำลังเดินละเมอและมักจะจำไม่ได้ ในบางกรณี คุณอาจพูดสิ่งต่างๆ โดยไม่รู้สึกตัว การเดินละเมอส่วนใหญ่เกิดกับเด็กโดยปกติจะมีอายุระหว่าง 4 ถึง 8 ขวบ แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน

    เมื่อมีสมาชิกในครอบครัวมีอาการเดินละเมออยู่ในบ้านสิ่งสำคัญคือ ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ล็อคประตูและหน้าต่างเคลื่อนย้ายของมีคมและติดตั้งประตูที่ด้านบนสุดของบันได ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับหากคุณหรือคนที่คุณรักมีอาการเดินละเมอทำร้ายตัวเองหรือแสดงพฤติกรรมรุนแรงบ่อยๆ

    คนเดินละเมอมักจะแสดงอาการเหล่านี้

    • เดินไปรอบ ๆ ห้องของพวกเขาอย่างเงียบ ๆ
    • วิ่งหรือพยายามหนี
    • ตอบคำถามช้าหรือไม่ตอบเลย
    • ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับการเดินละเมอ

    สาเหตุของการเดินละเมอและปัจจัยเสี่ยง

    มีปัจจัยหลายด้านที่อาจนำไปสู่การเดินละเมอ

    สาเหตุหนึ่ง อาจเกิดจากพันธุกรรมของครอบครัว ฝาแฝดมีแนวโน้มที่จะนอนละเมอเหมือนกัน หากคุณมีพ่อแม่พี่ชายหรือน้องสาวที่เดินละเมอคุณมีแนวโน้มที่จะทำเช่นนั้นมากกว่าคนในครอบครัวที่ไม่มีคนเดินละเมอถึง 10 เท่า

    การศึกษาชี้ให้เห็นว่าเด็กที่เดินละเมออาจเป็นคนที่นอนไม่หลับเมื่อมีอายุ 4 ถึง 5 ขวบและกระสับกระส่ายมากขึ้นด้วยการตื่นนอนบ่อยขึ้นในช่วงปีแรกของชีวิต

    ถ้าเราเคยดื่มกาแฟเป็นประจำช่วงเช้า นั้นอาจเป็นเพราะร่างกายของเราต้องการน้ำเนื่องจากภาวะขาดน้ำ การนอนที่มากเกินไปในระหว่างวัน สามารถส่งผลกระทบต่อการนอนหลับในช่วงเวลากลางคืนได้ และเป็นหนึ่งสาเหตุของการปวดหัวในตอนเช้า

    สาเหตุที่ทำให้เกิดการนอนละเมอได้

    • ภาวะขาดการนอนหลับ 
    • เวลาการนอนที่ไม่เป็นเวลา
    • ภาวะเครียด
    • ภาวะเมาสุรา
    • การใช้สารเสพติด เช่นยากล่อมประสาท, ยานอนหลับ, ยารักษาประสาท, สารกระตุ้น หรือยาแก้แพ้

    ปัจจัยทางการแพทย์ที่เชื่อมโยงกับการเดินละเมอ

    • ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ
    • เป็นไข้
    • การเจ็บหน้าอกบ่อย ๆ
    • โรคหอบหืดในเวลากลางคืน
    • อาการชักกลางคืน
    • หยุดหายใจขณะหลับ(เมื่อคุณหยุดการหายใจสั้นๆ ระหว่างการนอนหลับ)
    • โรคขาอยู่ไม่สุข เป็นการรับรู้ผิดปกติบริเวณขา
    • ความผิดปกติทางจิตเวช เช่น ภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง, ภาวะตื่นตระหนกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่มีเหตุผล และโรคหลายบุคลิก

    การรักษาอาการเดินละเมอ

    การรักษาทางการแพทย์สำหรับการเดินละเมอมักอาจจะไม่จำเป็นนัก เพราะสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรม เช่น การอดนอนปัญหาทางอารมณ์ความเครียดหรือไข้ เมื่อปัจจัยเหล่านี้ได้รับการแก้ไขการเดินละเมอก็จะหยุดลง

    การเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่างอาจช่วยให้คุณหยุดเดินละเมอได้ จัดตารางการเข้านอนและตื่นนอนและทำกิจวัตรก่อนนอนที่ช่วยให้เกิดผ่อนคลาย ให้หยุดหรือลดดื่มหรือกินยา หากคุณกินยา ให้ปรึกษาแพทย์ว่าอาจมีผลกระทบหรือไม่

    การรักษาของคุณอาจรวมถึงการกินยา เช่น ยาซึมเศร้า หรือ ยากล่อมประสาท ในเด็กส่วนใหญ่การเดินละเมอจะหายไปเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น แต่อาจอยู่ในวัยผู้ใหญ่หรือช่วงเริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

    หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ แล้วยังพบว่าการเดินละเมอยังไม่หาย แนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ