เดือน: กุมภาพันธ์ 2020

  • รู้ทัน! Covid-19 ไวรัสโคโรนา 2019

    รู้ทัน! Covid-19 ไวรัสโคโรนา 2019

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]

                วินาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ ไวรัสโควิด 19 (Covid-19) ” หรือ “ ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ” ที่กำลังระบาดหนักอยู่ขณะนี้ กลุ่มไวรัสโคโรน่านั้น ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1960 ทำให้เกิดไข้หวัดทั่วไป แต่ไม่ได้มีอาการรุนแรงมาก ล่าสุดพบที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ต่างจากที่เคยเจอมาก่อน มีอาการตั้งแต่เล็กน้อย ปานกลาง ถึงรุนแรง และมีการแพร่กระจายเชื้อได้

    ดังนั้นในวันนี้เราจะพาไปทำความเข้าใจและ วิธีป้องกันไวรัสโควิด 19 ให้มากยิ่งขึ้น

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text][/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

                  ไวรัสโควิด 19 (Covid-19) คือเชื้อไวรัสที่มีรูปร่างคล้ายมงกุฎ พบครั้งแรกกลางทศวรรษที่ 1960 โดยมีเชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่ 4 สายพันธุ์ใหญ่ ๆ ด้วยกัน แต่ตัวที่ระบาดมากที่สุดคือ SARS-CoV พบครั้งแรกที่ประเทศจีน ปี ค.ศ. 2002-2003 ซึ่งได้ระบาดไปทั่วโลกและมีอัตราการเสียชีวิตสูง ต่อมาพบเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ MERS-CoV เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศซาอุดีอาระเบีย ในแถบตะวันออกกลาง

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

                  จนกระทั่งล่าสุดพบ “เชื้อไวรัสโควิด 19 หรือ ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019” ที่เมืองอู่ฮั่น เมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย์ ตอนกลางของประเทศจีน โดยบริเวณที่พบผู้ป่วยมากที่สุดและคาดว่าน่าจะเป็นรังของโรค คือ ตลาดอาหารทะเลและสัตว์หายากในเมือง ซึ่งได้แพร่กระจายไปในหลายเมืองในประเทศจีนและหลายประเทศ เช่น ไทย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เป็นต้น

    [/vc_column_text][vc_column_text]

                   โดยเฉพาะในประเทศไทยเอง ผู้ป่วยรายแรกที่พบนั้นเป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนอายุ 61 ปี จากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งมีอาการไข้หนาวสั่น ปวดศีรษะและเจ็บคอ สามวันก่อนเดินทางมาที่ประเทศไทย ต่อมาได้เดินทางมาพร้อมครอบครัวเพื่อท่องเที่ยว เมื่อเดินผ่านเครื่องตรวจจับความร้อนที่สนามบิน (thermo scan) จึงพบว่ามีไข้ และถูกส่งตัวไปนอนรักษาที่โรงพยาบาลทันที อีกสองวันต่อมา ทางโรงพยาบาลสามารถแยกเชื้อโดยวิธีการทางโมเลกุลได้ว่าเป็นเชื้อ “ไวรัสโควิด 19” จึงรายงานไปที่องค์การอนามัยโลก และประเทศไทยได้ประกาศว่าเป็นประเทศแรกนอกเหนือจากประเทศจีน ที่มีผู้ป่วยไวรัสโควิด 19

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

    [/vc_column_text][vc_column_text]วิธีสังเกตอาการ (Covid-19)

                 หากได้รับเชื้อไวรัสโควิด 19 ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการออกมาภายใน 1 วัน ถึง 2 สัปดาห์ หลังจากได้รับเชื้อ โดยอาการเริ่มแรกของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 นั้น ส่วนใหญ่จะเริ่มจากการมีไข้ ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หายใจหอบเหนื่อย ถ่ายเหลวท้องเสีย หากผู้ป่วยมีร่างกายไม่แข็งแรงหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ จะทำให้มีความรุนแรงถึงขั้นวิกฤตและเสียชีวิตได้

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text][/vc_column_text][vc_column_text]วิธีป้องกัน (Covid-19)

    เบื้องต้นทุกคนสามารถป้องกันตัวเองและคนรอบข้างให้ห่างไกลจากเชื้อไวรัสโควิด 19 ได้ดังนี้

    1. เลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล เหนื่อยหอบ เจ็บคอ
    2. เลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะเมืองอู่ฮั่นที่เป็นรังโรค และเมืองอื่น ๆ ในประเทศจีนที่มีการระบาด
    3. ระวังการสัมผัสพื้นผิวที่ไม่สะอาด และอาจมีเชื้อโรคเกาะอยู่
    4. ควรล้างมือให้สม่ำเสมอด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างน้อย 20 วินาที
    5. งดจับตา จมูก ปากขณะที่ไม่ได้ล้างมือ
    6. เลี่ยงการใกล้ชิด สัมผัสสัตว์ต่าง ๆ โดยที่ไม่มีการป้องกัน
    7. ทานอาหารสุก สะอาด ใช้ช้อนกลาง ไม่ทานอาหารที่ทำจากสัตว์หายาก
    8. ควรดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ
    9. หลังจากกลับจากต่างประเทศภายใน 14 วัน หากมีอาการป่วยควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว และแจ้งรายละเอียดว่าเราเคยไปต่างประเทศมาแม้ว่าประเทศนั้นจะไม่มีการติดเชื้อก็ตาม
    10. สำหรับบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 โดยตรง ควรใส่หน้ากากอนามัย หรือใส่แว่นตานิรภัย เพื่อป้องกันเชื้อในละอองฝอยจากเสมหะหรือสารคัดหลั่งเข้าตา

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]คําแนะนําเพิ่มเติม

    1. ในช่วงเวลานี้ควรงดเข้าร่วมกิจกรรมทุกชนิด หรือลางานและไปพบแพทย์หากตนเองมีอาการป่วนของโรคระบบทางเดินหายใจทันที
    2. ก่อนเข้าร่วมกิจกรรมทุกชนิด ควรจัดเตรียมหน้ากากอนามัยพร้อมกับแอลกอฮอล์แบบเจลให้ เพียงพอสำหรับตัวเองนอกจากนี้ควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล ควรการสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ออกจากบ้าน
    3. หากพบว่าตนเองมีอาการป่วยตามเกณฑ์ ควรรีบติดต่อขอเข้ารับการตรวจรักษาตามขั้นตอน โรงพยาบาลที่รับตรวจCovid-19 และหากอาการป่วยเกี่ยวกับโรคในระบบทางเดินหายใจควรงดเข้าร่วมกิจกรรมและลางานทันที
    4. หากสังเกตเห็นเพื่อนร่วมงานและคนรอบข้างมีอาการไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก ผิดปกติ ควรแนะนำให้ผู้มีอาการรับการตรวจตามขั้นตอน หรือไป โรงพยาบาลที่รับตรวจCovid-19
    5. ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้มีอาการป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีอาการโรคในระบบทางเดิน หายใจที่ไม่ป้องกันตนเอง หรือกลุ่มที่พึงกลับมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]ทั้งนี้ทั้งนั้นควรติดตามข่าว Covid-19 ไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ตลอด และควรเชื่อข่าวที่เชื่อถือได้ มีการยืนยันแล้วนะคะ[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]


    ที่มา : MoneyGuru[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]

  • 6 เคล็ดลับดูแลผิวลูกน้อย

    6 เคล็ดลับดูแลผิวลูกน้อย

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]ผิวของเด็กมีความละเอียดอ่อนและบอบบางกว่าผิวของผู้ใหญ่ถึง 10 เท่า จึงจำเป็นต้องมีการดูแลเอาใจใส่และบำรุงผิวพรรณของลูกน้อยให้แข็งแรงมีสุขภาพดี วันนี้ Acmebell มี 6 เคล็ดลับดูแลผิวลูกน้อย ให้มีผิวสวยสุขภาพดี ดูแลได้ไม่ยาก ด้วยวิธีจากธรรมชาติที่คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถทำได้ที่บ้าน เรามาดูกันเลย[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text][/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]1. นวดผิวลูกด้วยน้ำมันอโรมา[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

                การนวดกระตุ้นด้วยน้ำมันอุ่นๆ เป็นเคล็ดลับบำรุงผิวแบบโบราณที่ทำให้ผิวกระจ่างใส เนียนนุ่ม และชุ่มชื้น วิธีนี้เป็นการเคลือบเพิ่มชั้นความชุ่มชื้นให้แก่ผิวที่บอบบางของลูกน้อย และยังช่วยปรับสมดุลของน้ำมันในเซลล์ผิวอีกด้วย หากนวดน้ำมันอุ่นๆ เป็นประจำ ผิวลูกน้อยจะเปล่งประกายสดใส ผิวขาวอมชมพู ส่วนน้ำมันที่เหมาะสำหรับนวดผิวลูกน้อย ได้แก่ น้ำมันอัลมอนด์ น้ำมันมะกอก เป็นต้น

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]2. ใช้ครีมบำรุงผิวสูตรอ่อนโยน[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

                 เนื่องจากเด็กมีผิวที่บอบบางกว่าผิวผู้ใหญ่ถึง 10 เท่า จึงจำเป็นต้องดูแลและบำรุงผิวของลูกน้อยเป็นพิเศษ ด้วยการทามอยส์เจอไรเซอร์ หรือครีมบำรุงผิวสูตรอ่อนโยนสำหรับเด็กโดยเฉพาะ ทาวันละ 3-4 ครั้ง จะช่วยบำรุงผิวลูกให้มีความชุ่มชื้น และมีความกระจ่างใสมากขึ้นค่ะ หรือใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสูตรธรรมชาติที่สามารถทำได้เอง โดยใช้ขมิ้น ผงไม้จันทน์ หญ้าฝรั่น และนมสด ผสมจนเข้ากันแล้วทาบาง ๆ ลงบนผิวลูก ทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 10-15 นาที แล้วใช้สำลีชุบน้ำเช็ดออกช้า ๆ  โดยสูตรนี้จะช่วยให้ผิวลูกน้อยเนียนใส และยังช่วยป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายด้วยค่ะ

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]3. ใช้สบู่หรือครีมอาบน้ำสำหรับเด็ก[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

                   การอาบน้ำให้ลูกด้วยสบู่ธรรมดาที่มีฤทธิ์รุนแรงเกินไปอาจทำให้ผิวของลูกแห้งและลอกได้ ทางที่ดีควรใช้สบู่หรือครีมอาบน้ำสำหรับเด็กที่มีสูตรอ่อนโยนต่อสภาพผิว

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]4. ควบคุมอุณหภูมิน้ำให้เหมาะ[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

                    ข้อนี้ถือว่าสำคัญมากในการอาบน้ำให้ลูกน้อย เพราะหากอาบน้ำด้วยอุณหภูมิที่ร้อนหรือเย็นเกินไป อาจทำร้ายผิวที่บอบบางของลูกได้ โดยเฉพาะน้ำที่อุ่นจัดหรือเย็นจัดอาจทำให้ผิวของลูกมีสีคล้ำลงได้ค่ะ คุณพ่อคุณแม่จึงควรทดสอบอุณหภูมิน้ำก่อนอาบให้ลูกทุกครั้ง ด้วยการหยดน้ำลงบนผิวตัวเอง โดยอุณหภูมิที่เหมาะสม คือ อุ่นพอประมาณ ซึ่งจะช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย สบายตัวมากขึ้นค่ะ

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]5. ขัดผิวให้ลูกน้อย[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

                     การขัดผิวเบา ๆ จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่แห้งออกไป แถมยังช่วยให้ผิวนุ่มและดูสดใสขึ้น นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถทำครีมขัดผิวสูตรธรรมชาติ โดยใช้แป้งถั่วลูกไก่ (แป้งกรัม) น้ำดอกกุหลาบ นมสด และเบบี้ออยล์ ผสมให้เข้ากัน ใช้ขัดวนและนวดผิวลูกเบา ๆ จะช่วยขจัดสิ่งสกปรกออกจากผิวหนัง และยังช่วยให้ผิวของลูกเนียนนุ่มกระจ่างใสยิ่งขึ้นค่ะ

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]6. ให้ลูกรับแสงแดดอ่อนๆ[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

                 ควรพาลูกน้อยออกมารับสายลมและแสงแดดอ่อน ๆ ในตอนเช้าเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดีจากธรรมชาติ

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

                      เพื่อผิวที่สุขภาพดีของลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่สามารถนำเคล็ดลับเหล่านี้มาปรับใช้ได้นะคะ อ่อนโยนต่อผิวเด็กแต่ดีต่อผิวเด็กมากๆ ค่ะ แล้วอย่าลืมดูแลสุขภาพลูกน้อยให้แข็งแรงควบคู่กันไปด้วยนะคะ ^^

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]


    ที่มา : Kapook[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]

  • เคล็ดลับการนอนเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี

    เคล็ดลับการนอนเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]นิสัยการนอนหลับที่ดีสามารถสร้างความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดของคุณภาพชีวิต พฤติกรรมการนอนหลับที่ดีต่อสุขภาพถูกอ้างถึงว่ามีสุขอนามัยการนอนหลับที่ดี พยายามที่จะรักษาการนอนหลับต่อไปนี้บนพื้นฐานที่สอดคล้องกัน[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

    1. ทำตารางเวลาการนอนและตื่นนอนในทุกๆวันเหมือนกันแม้ในวันหยุด สิ่งนี้จะช่วยควบคุมนาฬิกาของร่างกายและช่วยให้คุณนอนหลับตลอดทั้งคืน

    [/vc_column_text][vc_column_text]

    [/vc_column_text][vc_column_text]

    1. ฝึกทำให้ตัวเองผ่อนคลาย มองหากิจกรรมที่ทำให้ผ่อนคลายก่อนเข้านอน หลีกเลี่ยงแสงสว่าง ที่ทำให้ช่วยคุณแยกเวลานอนของคุณออกจากกิจกรรมต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดความตื่นเต้น ความเครียดหรือความวิตกกังวลซึ่งทำให้นอนหลับได้ยากขึ้นหรือนอนหลับไม่สนิท

    [/vc_column_text][vc_column_text]

    1. หากคุณมีปัญหาในการนอนหลับให้หลีกเลี่ยงการงีบหลับ โดยเฉพาะในช่วงบ่าย งีบหลับระหว่างวัน อาจช่วยคุณได้ แต่หากคุณพบว่าคุณไม่สามารถที่จะงีบหลับระหว่างวันได้ ลองเปลี่ยนเป็นงีบหลับที่สั้นลงก็อาจจะช่วยได้

    [/vc_column_text][vc_column_text]

    [/vc_column_text][vc_column_text]

    1. ออกกำลังกายทุกวัน การออกกำลังกายมากๆนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่การออกกำลังกายบางไม่ออกบ้างก็ยังดีกว่าไม่ออกกำลังกายเลย สามารถออกกำลังกายในเวลาใดก็ได้ ที่ไม่เบียดเบียนเวลานอน

    [/vc_column_text][vc_column_text]

    1. สำรวจห้องของคุณ ออกแบบสภาพห้องนอนของคุณ เพื่อกำหนดเงื่อนไขที่คุณต้องการสำหรับการนอนหลับ ห้องนอนของคุณควรจะมีอุณกภูมิเย็น ในช่วงระหว่าง 20 และ 25 องศา ห้องนอนของคุณควรปลอกจากจากเสียงรบกวน ที่อาจรบกวนการนอนหลับของคุณ และห้องนอนของคุณควรจะปลอดจากแสงใดๆด้วยเช่นกัน

    [/vc_column_text][vc_column_text]

    1. นอนบนที่นอนและหมอนที่สบาย เช็คให้แน่ใจว่าที่นอนของคุณนุ่มสบายและซัตพอตการนอนของคุณไหม ที่นอนที่คุณใช้มานานหลายปีที่เกินอายุการใช้งาน ที่อยู่ในช่วงประมาณ 9 หรือ 10 ปี เป็นที่นอนที่ดีเลยที่เดียว เตียงที่น่านอนต้องมีหมอนที่นุ่มสบาย มีห้องน่าดึงดูดใจและชวนให้หลับไหล อีกทั้งยังต้องปราศจากสารก่อภูมิแพ้ที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณ สิ่งของที่เกะกะอาจทำให้คุณลื่นล้มได้ หากคุณต้องลุกขึ้นในตอนกลางคืน

    [/vc_column_text][vc_column_text]

    [/vc_column_text][vc_column_text]

    1. หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ บุหรี่และอาหารมื้อหนักในตอนเย็น แอลกอฮอล์ บุหรี่และคาเฟอีนอาจส่งผลต่อการนอนหลับยาก การทานอาหารมื้อใหญ่หรือเผ็ด อาจทำให้รู้สึกไม่สบายท้องจากอาหารไม่ย่อยที่ทำให้นอนหลับยาก หากทำได้ให้หลีกเลี่ยงการทานอาหารมื้อใหญ่ก่อนนอน 2-3 ชั่วโมง ลองหาของว่างเบา ๆกินก่อนเข้านอนสัก 45 นาที หากคุณหิวจริงๆ

    [/vc_column_text][vc_column_text]

    1. ไขลานตัวเราเอง ร่างกายของคุณต้องการเวลาเข้าสู่โหมดนอนหลับ ดังนั้นใช้เวลา 1 ชั่วโมงก่อนนอนทำกิจกรรมที่ทำให้คุณมีสมาธิ เช่น การอ่าน สำหรับบางคนการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แล็ปท็อปอาจทำให้นอนหลับยากเพราะแสงบางชนิดที่ออกมาจากหน้าจอของอุปกรณ์เหล่านี้ ทำให้นสมองเปิดใช้งาน หากคุณมีปัญหาในการนอนหลับให้หลีกเลี่ยงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนเข้านอน

    [/vc_column_text][vc_column_text]

    [/vc_column_text][vc_column_text]

    1. หากคุณยังคงมีปัญหากับการนอน อย่าลังเลที่จะเข้าไปพบแพทยหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ คุณอาจได้รับประโยชน์จากการบันทึกการนอนของคุณในสมุดบันทึกการนอนหลับ เพื่อช่วยให้คุณประเมินพฤติกรรมการนอนหรือปัญหานิสัยการนอนหลับของคุณ

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]ที่มา : sleepfoundation.org[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]

  • วิธีป้องกันไวรัสโคโรน่า

    วิธีป้องกันไวรัสโคโรน่า

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “โรคอู่ฮั่น” ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ มีความรุนแรงเทียบเท่ากับโรคซาร์สมากที่สุด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปอดอักเสบรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้ องค์การอนามัยโลก ยังไม่สามารถหาที่มาของเชื้ออย่างชัดเจนได้ แต่สันนิษฐานว่าอาจจะมาจากเนื้อสัตว์ป่าที่ซื้อขายอยู่ และปัจจุบันเชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้แล้ว จากการถูกไอ จาม หรือสัมผัสกับสารคัดหลั่งของคนที่ป่วย ดังนั้น เราควรดูแลตนเองเพื่อให้ร่างกายห่างไกลจากเชื้อไวรัสโคโรน่า โดยมีวิธีการรับมือ ดังนี้[/vc_column_text][vc_column_text][/vc_column_text][vc_column_text]

    1. เชื้อไวรัสนี้ติดต่อผ่านทางลมหายใจ สารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย ควรใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน
    2. เชื้อไวรัสโคโรน่าติดต่อในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ควรทานแบบสุกเท่านั้น
    3. ควรทานอาหารที่สุกแล้ว งดอาหารดิบ และเนื้อสัตว์ป่า
    4. หมั่นล้างมือหรือเช็ดด้วยแอลกอฮอล์
    5. ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยที่ไอ จาม
    6. หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด และมีมลภาวะเป็นพิษ
    7. งดเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงโรคระบาด
    8. ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก ถ้าไม่จำเป็น
    9. ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ฯลฯ
    10. ถ้ามีอาการไข้ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์ทันที

    [/vc_column_text][vc_column_text]ดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ เวลาออกนอกบ้าน ไม่ว่าจะไปใกล้หรือไกล ทุกคนควรสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งนะคะ[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]ที่มา : sikarin[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]

  • สถานที่เหมาะสำหรับนอนงีบ

    สถานที่เหมาะสำหรับนอนงีบ

    [vc_row][vc_column][vc_column_text]การนอนงีบหลับไม่ได้เป็นการทดแทนการนอนหลับตอนกลางคืน แต่เมื่อไหร่ที่คุณมีแพลนต้องเดินทางหรือมีการเปลี่ยนเวลาทำงานเป็นกะ รวมถึงเมื่อคุณน้อยนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ การนอนงีบหลับสามารถช่วยคุณได้ การงีบเหมือนกับการชาร์ตแบตเตอรี่รถยนต์ มันจะไม่คงอยู่ถาวร แต่สามารถทำให้รถนั้นวิ่งบนถนนได้จนกว่าคุณจะนำเครื่องยนต์นั้นเข้าอู่ซ่อมรถ เคล็ดลับในการงีบหลับที่มีประสิทธิภาพต่อการทำงานของร่างกาย มีดังนี้[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]บ้านที่แสนอบอุ่น [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

                 ท้ายสุดแล้ว ในทุกๆวันคุณต้องกลับไปเตียงนอน คุณนอนมากกว่าทำสิ่งอื่นมากกว่าจริงไหม? จริงๆแล้วมันขึ้นอยู่กับจำนวนชั่วโมงการนอนที่คุณนั้นต้องการ ห้องนอนคุณนั้นอาจไม่ได้ปกป้องแสงเข้ามากเท่าที่ควร ทำให้นอนหลับยาก และในระหว่างวัน เพื่อนร่วมห้องคุณหรือคนในครอบครัวอาจจะส่งเสียงดังรบกวน ความสุขหรือความสงบเงียบของคุณ  แนะนำให้คุณหาผ้าม่อนทึบๆไว้ในห้องและวาง white noise ไว้ใกล้ตอนนอนเพื่อกลบเสียงรบกวนนั้น

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]ระหว่างชั้นเรียน [/vc_column_text][vc_column_text][/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

                  ด้วยจำนวนวิทยาลัยที่เพิ่มขึ้นทั่วสหรัฐอเมริกา นักเรียนบางวิทยาลัยโชคดีสามารถเข้านอนในห้องงีบหลับได้ในเวลาพักเรียน เป็นโซนที่ไร้เสียงรบกวน ซึ่งมีผู้ดูแลอยู่ ได้ตระหนักดีว่าการนอนหลับที่ไม่ดีมีผลต่อการเรียนของนักเรียน ได้มีการตั้งเวลาปลุก เพื่อให้คุณนอนหลับได้เพียง 20 ถึง 30 นาที นั่นคือจำนวนการนอนหลับที่สมบูรณ์แบบ สำหรับการชาร์จพลังของคุณ

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]กลางแจ้งในอากาศบริสุทธิ์[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

                  ในขณะที่แสงจ้าและเสียงนกร้องที่เหมาะสำหรับการนอนหลับ กับสายลมอ่อนๆ สามารถพักผ่อนได้อย่างสบายๆ  และความเย็นสบายของอากาศสามารถช่วยให้ร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับการงีบหลับ ผ้าห่มสามารถช่วยให้เราสบายขึ้น และผ้าปิดตาหรืออย่างน้อยสวมแว่นกันแดดเพื่อลดแสงรอบข้าง

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]ที่ทำงาน[/vc_column_text][vc_column_text][/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

                    หากคุณมีห้องทำงานส่วนตัว ที่คุณสามารถปิดประตู ปิดคอมพิวเตอร์ เพื่อหลับตาแล้วงีบหลับ คุณอาจมีหมอนและผ้าห่มไว้ในตู้หรือลิ้นชักโต๊ะทำงานของคุณให้พร้อม แต่หากคุณทำงานในห้องเล็กๆ หรือพื้นที่ทำงานร่วมกับผู้อื่น(พื้นที่แบบเปิด) ลองมองหาห้องประชุมสำหรับการนอนงีบของคุณ

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]ที่ยิม[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]

                   โรงยิมหลายแห่งมีห้องรับรองพร้อมเก้าอี้ที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนก่อนออกกำลังกาย บางที่จะมีห้องนั้นว่างแยกออกมาจากห้องออกกำลังกายของคุณ คุณสามารถนำแผ่นโยคะมานอนงีบหลับได้ พร้อมทำไฟสลัวๆ การนอนหลับยังส่งผลทำให้ร่างกายปรับตัวต่อการเรียนรู้ได้เร็ว

    [/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column][vc_column_text]


    ที่มา : sleepfoundation.org/articles[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]